วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2552

English Language Activities with Power Point

English Language Activities with Power Point

Microsoft PowerPoint is a proprietary presentation program developed by Microsoft. Microsoft PowerPoint is a very simple software that support creating a presentation material which could provide fast performance in full screen and various additional theme. How can this kind of presentation material becomes my teaching tool? Here I can tell you.

For my teaching, I hardly use Thai language to my learners since I would like to train them to practice listening while we are doing some language activities together. They need not to understand everything I said at the first time. I am happy to repeat or clarify for them as much as I can and as long as they would like to do. I found that using Flash Card (a card with words or numbers or pictures that is flashed to a class by the teacher ) is easy to understand and it could be used as a fun activity in the class as well. Previously, I created some flash card using some color paper and photo, and I laminate them with the laminating film. Yes, it really cost a high budget if I need to create all kinds of my teaching materials that I have designed. Moreover, I found that using Flash card is not visible clearly by the learners who are in the back rolls. Then I began thinking of creating electronic flash cards that could be display full-screen that could be seen easier throughout the class, and I choose the PowerPoint.

Strength

It's easy to add clip arts, images and photos which are available in the internet. Sometime I go out for doing some photo taking since what I got from the internet are not good enough. The pictures added in the PowerPoint could display very fast and help me to conduct some fun activities.

The text could be add variously in terms of font types, font sizes or font colors.

It saves my money since all the created material needs only some spaces in my hard drive.

Weakness

The flash card in the PowerPoint can not be used randomly. It's needed to be used in order so I have to create some more trick to use it to fit my activities.

How to use

I divided my e-Flash Card activities into three main sections.

1. Photos to vocabularies

I add some photo to the flash card individually in a particular scope, theme, or filed of the vocabulary. For example, I add some photos of type writer, photo copier, telephone, fax machine, stationery and others for teaching the vocabulary the tools in the office.

I will show the photo one by one and let my learners to call out it in English for their marks (individually) or their team (if I found that some learners are too weak to work alone). It is like a game to gather some marks to reach the goal that I've set. The winner of the activities will get less assignments than the running up. However, I always make sure that my learners do not feel to serious doing this activity. I will tell them to some simply and easy assignments.

2. Text to convert

I add some text in order to encourage my learners to convert them into the target form. For example,

Example I - I add some numbers beginning with one digit until seven digits to practice them how to read numbers.

Example II - I add some verbs in present form and ask them to convert to be past form or past participle form.

Eample III - I add some expressions needed for telephoning in Thai and let them speaking it out in English.

Example IV - I add some numeric dates and let them tell me the date they have seen in sentences.

There are some more "Text to convert" example that I apply for all my contents. They works great.

3. Photos or text for language use.

I add some photo of something and let them describe what they have seen to their friends and let them guess. It's pretty fun to find out that some easy thing can be imagined variously and humorously.

I add some map and let them tell me how to get to a place using the expression of "Giving Direction"

I add two photo in a card and let them compare the photo using appropriate adjectives.

Problem

As mentioned above in the "Weakness" the slide or e-flash card needed to be used in order (can not be random)

Solution

I need to create some more slide repeatly but different order to create various display and the learners can not remember the order of the card. It is not so difficult since it is only copy and paste. It really takes time but it's worth for cool teaching materials. (There may be other better and easier solution and I hope I could find it soon.)

These activities are what I do in my class as much as I can since I found that my learners love playing games throughout this e-flash cards. Hope this may give you some idea to integrate ICT into your teaching appropriately.


กิจกรรมภาษาอังกฤษโดยการใช้ Power Point

Microsoft PowerPoint เป็นโปรแกรมที่ผลิตและพัฒนาโดย Microsoft ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับสร้างเครื่องมือสำหรับการนำเสนอแบบง่ายให้ผลการแสดง ที่รวมเร็วใจลักษณะของการแสดงผลเต็มหน้าจอพร้อมด้วยลูกเล่นและรูปแบบที่หลาก หลาย แล้วเครื่องมือในการนำเสนอนี้จะสามารถมาเป็นเครื่องมือในการสอนได้อย่างไร ผมทำแบบนี้ครับ

ในยามที่ผมสอน ผมจะไม่พยายามใช้ภาษาไทยเลยเพราะผมต้องการฝึกผู้เรียนให้ฟังในยามที่เรากำลังทำกิจกรรมทางภาษาด้วยกัน พวกเขาไม่จำเป็นต้องเข้าใจในทุก ๆ สิ่งที่ผมพูดในครั้งแรกที่ได้ยิน และผมก็ยินดีที่จะพูดซ้ำหรือขยายความให้พวกเขาเข้าใจได้เท่าที่จะทำได้หรือเท่าที่พวกเขาอยากจะฟัง ผมพบว่าการใช้ บัตรคำสำหรับการสอน (Flash Card - การ์ดที่มีคำ หรือ ตัวเลข หรือภาพที่ใช้ในห้องเรียน) มันเป็นสิ่งที่ง่ายในการทำความเข้าใจและเป็นกิจกรรมที่สนุกในห้องเรียนได้เป็นอย่างดี ก่อนหน้านี้ ผมสร้างบัตรคำโดยการใช้กระดาษสีกับภาพถ่ายต่าง ๆ แล้วทำการเคลือบด้วยฟิล์มเคลือบกระดาษ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงทีเดียวถ้าผมต้องทำกับทุก ๆ เนื้อหาบทเรียนที่ผมเตรียมไว้เพื่อการสอนทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น ผมพบว่าการ์ดบัตรคำนี่มองเห็นได้ลำบากสำหรับผู้เรียนที่อยู่แถวหลัง ๆ ผมจึงเริ่มการคิดที่จะทำการสร้างบัตรคำอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้สามารถแสดงผลได้เต็มจอและง่ายในการมองเห็นของผู้เรียนทั้งห้อง ผมจึงเลือก PowerPoint.

ข้อดี

มันเป็นการง่ายมากที่จะเพิ่มภาพต่าง ๆ ที่สามารถหาได้จากอินเตอร์เน็ต แต่บางครั้งก็ต้องออกภาคสนามเพื่อไปถ่ายรูปเองเพื่อให้ได้ภาพที่เหมาะสม ภาพที่บันทึกไว้ใน PowerPoint จะแสดงผลได้รวดเร็วมากและช่วยให้ผมทำกิจกรรมที่สนุกสนานได้

ตัวอักษรสามารถเพิ่มลงไปอย่างหลากหลายได้ ทั้งรูปแบบอักษร ขนาดอักษรและสีของอักษร

ประหยัดเงินเพราะเครื่องมือนี้ต้องการเพียงแค่พื้นที่ของ Hard drive ในเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น

ข้อเสีย

บัตรคำใน PowerPoint ไม่สามารถเลือกใช้แบบสุ่มได้ มันมีความจำเป็นที่ต้องใช้ตามลำดับก่อนหลังดังนั้นผมจึงต้องสร้างลูกเล่นเพิ่มเติมเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ได้

ใช้อย่างไร

ผมแบ่งรูปแบบการใช้บัตรคำอิเล็กทรอนิกส์ออกเป็นสามหมวดใหญ่ ๆ

1. ภาพเพื่อนำสู่คำศัพท์

ผมจะเพิ่มภาพลงไปในบัตรคำแต่ละภาพในตามขอบเขต ประเภท และกลุ่มของคำศัพท์ เช่น ผมจะเพิ่มภาพของพิมพ์ดีด เครื่องถ่ายเอกสาร โทรศัพท์ โทรสาร เครื่องเขียนและอื่น ๆ ในหัวข้อของอุปกรณ์สำนักงาน

ผมจะแสดงภาพทีละภาพเพื่อให้ผู้เรียนศัพท์นั้น ๆ เป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ได้คะแนนของตัวเอง (กรณีงานเดี่ยว) หรือ กลุ่มของตน (ถ้าผมพบว่ามีผู้เรียนที่เรียนค่อนข้างอ่อนและอาจจะทำงานตามลำพังไม่ได้) ซึ่งจะคล้าย ๆ กับเกมที่จะเก็บคะแนนเพื่อให้ถึงเส้นชัยที่ผมกำหนด ผู้ชนะก็จะได้รับงานที่มอบหมายน้อยกว่าทีมรองชนะเลิศ อย่างไรก็ตาม ผมจะทำให้เกิดความมั่นใจว่าผู้เรียนไม่ได้รู้สึกเครียดกับการต้องทำงานที่รับมอบหมายนั้นจากการทำกิจกรรมนี้ ซึ่งผมมักจะให้ทำงานที่ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนอะไร

2. ข้อความเพื่อการแปลง

ผมจะใส่ข้อความเพื่อชักชวนให้ผู้เรียนพยายามแปลงไปสู่รูปแบบที่ผมต้องการ ตัวอย่างเช่น

ตัวอย่างที่ I - ผมใส่ตัวเลขลงไปเริ่มตั้งแต่หนึ่งหลักไปจนถึงเจ็ดหลักเพื่อฝึกการอ่านตัวเลข.

ตัวอย่างที่ II - ผมใส่คำกริยาปัจจุบันกาล ลงไปและให้ผู้เรียนผันไปเป็นช่องอดีตกาล หรือ สมบูรณากาล

ตัวอย่างที่ III - ผมใส่ประโยคที่จำเป็นในการใช้โทรศัพท์เป็นภาษาไทย และให้พวกเขาพูดให้เป็นภาษาอังกฤษ

ตัวอย่างที่ IV - ผมเพิ่มวันที่แบบตัวเลขและให้พวกเขาวันที่นั้นในรูปแบบประโยค

นอกจากนี้ผมยังมีรูปแบบการใช้ ข้อความเพื่อการแปลง อีกมากที่นำไปใช้ในเนื้อหาต่าง ๆ ซึ่งสามารถทำงานได้เยี่ยมมากครับ

3. ภาพหรืออักษรเพื่อการใช้ภาษา

ผมใช้ภาพของบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้พวกเขาบรรยายสิ่งที่เห็นให้เพื่อน ๆ ฟังและให้เดาสิ่งนั้น มันค่อนข้างสนุกที่จะพบว่าสิ่งของง่าย ๆ สามารถถูกจินตนาการไปได้อย่างหลากหลายและน่าขบขัน

ผมเพิ่มแผนที่เพื่อให้พวกเขาบอกวิธีการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ โดยใช้ความรู้เรื่อง "การบอกเส้นทาง" I

ผมใส่ภาพสองภาพลงไปเพื่อให้พวกเขาบรรยายเปรียบเทียบโดยใช้คำคุณศัพท์ที่เหมาะสม

ปัญหาที่พบ

อย่างที่ผมเคยเกริ่นไว้แล้วใน "ข้อเสีย" แผ่นงานจำเป็นต้องถูกใช้ตามลำดับก่อนหลัง (ไม่สามารถสุ่มเลือกได้)

การแก้ปัญหา

ผมจำเป็นต้องสร้างบัตรคำซ้ำ ๆ เพิ่มขึ้นแต่ในลำดับก่อนหลังที่แตกต่างกันไปเพื่อให้เกิดการแสดงผลที่หลากหลายและผู้เรียนไม่สามารถจดจำลัดับก่อนหลังได้ ซึ่งก็สามารถทำได้โดยไม่ยากนักเพราะเป็นเพียงการคัดลอกและวางเท่านั้น มันอาจจะใช้เวลาสักหน่อยแต่ก็คุ้มค่าสำหรับสื่อการสอนที่ดีตัวหนึ่ง

และนี่ก็เป็นกิจกรรมที่ผมทำในชั้นเรียนเท่าที่ผมจะสามารถทำได้เพราะผมพบว่าผู้เรียนรักการเล่นเกมผ่านการใช้บัตรคำนี้ หวังว่าจะช่วยให้แนวคิดในการนำ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้การสอนของท่านได้อย่างเหมาะสมครับ

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552


Ways to integrate Web 2.0 into teaching and learning appropriately



Lecturing Process
We can use "Blog" to transfer the contents to our learners and then they could discuss and expand what they have learned. They can ask for more information and it could be a tool for us to lead the learners to the next lesson systematically and effectively.


Individual Assignment


Text and Photos Assignment
We can assign our learners to use "Blog" which they register for their own accounts and develop their works. We may assist them with some suggestions as a comment. The learners are allowed to use any add on in their blogs to encourage them to create their works.































Audio Assignment

We may use any Podcast service website, (For example = http://www.chokelive.com/), to assign our learners to use their voice recorders such as MP3 player, iPod 0r their mobile phones to record their voice related to the assignment instruction and upload to broadcast. They may add the URL in their own blog again later.


Video Assignment
We can assign our learners to create a Slide Show video or some kinds of movies to present their works, projects or field trips related to the assignment instruction and then upload on to video service site such as You Tube, Google Video or Mthai.



Group Work Assignment
We can use "Wiki" as a tool for our learners to cooperate and collaborate to complete their assignment using the main and additional contents prepared by us. Then add them onto the Wiki system. We may assist them via our Blogs.










Asynchronous Discussion
We may still use "Webboard" with "Login" feature so we can keep tracing our learners and their group works. Moreover, we can support them by adding some more information required to improve their works or avoid some mistakes that may affect their works.











Synchronous Discussion

Text Chat We can add CBOX onto our Blogs and arrange date and time for them to be online to do the discussion. This activity can be done in order to motivate them to work as a team for your assessment. The message in CBOX could be read later.
























Audio Chat
We can use "Yackpack" which is an "Audio Conferencing System" that supports us effectively and stably. It is easy to use because what we need to do is just registering and creating a room or channel for chatting. The learners need only to Login to chat. All the chat session could be recorded and played back later.



Web Conferencing Presentation

We can use "DimDim" which supports us the wen conferencing presentation by allowing a software called "Screen Cast" that will broadcast the presenter's screen to all the client's. It supports various kinds of presenting file formats. There is a whiteboard and allow using websites for presentation as well.้ Web Cam is also allowed for this section. The presenter can speak out to present his or her work in Real time system. There is no need for client to download any file. This free conferencing systerm allows 20 participants a time. (Need paying for more, we may arrange 20 participants per a section)

These could be good ways to integrate Web 2.0 into teaching and learning appropriately. Nevertheless, teacher need to stay alert to facilitate the learners all kind of supports to eliminate any obstructions appropriately and effectively.





แนวทางในการนำ นวัตกรรม Web 2.0 มาใช้พัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้เหมาะสม




รูบแบบการสอนแบบนำเสนอบรรยาย

สามารถนำ Blog นำเสนอเนื้อหาซึ่งผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นได้ซึ่งอาจเป็นการสอบถาม ขยายความ หรือนำไปสู่กระบวนการนำสู่เนื้อหาต่อไปอย่างเป็นระบบได้

รูปแบบกิจกรรมนำเสนอรายบุุคคล (Individual Assignment)


การเสนอในรูปแบบของภาพและข้อความ (Text and Photos Assignment)
สามารถเลือกใช้ Blog ที่ให้ผู้เรียนลงทะเบียนใช้รายบุคคล และพัฒนาเนื้อหาตามคำสั่งงาน โดยอาจารย์เข้ามาแนะนำในรูปแบบของ Comment โดยเปิดกว้างในการให้ผู้เรียนเลือกใช้รูปแบบและ Add on ของ Blog ตามที่ต้องการเพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียนในการทำกิจกรรมนั้น ๆ





























การนำเสนอในรูปแบบของเสียง (Audio Assignment)

สามารถเลือกใช้เว็บไซท์ที่บริการ Podcast (เช่น http://www.chokelive.com/) เพื่อให้ผู้เรียนใช้เครื่องบันทึกเสียงต่าง ๆ เช่น MP3 player, iPod หรือ โทรศัพท์มือถือ บันทึกเสียงการทำงานตามสั่งเพื่อนำเสียงขึ้นระบบเพื่อถ่ายทอด โดยอาจจะนำ URL แสดงใน Blog ของตนอีกครั้ง


การนำเสนอในรูปแบบของภาพยนตร์ (Video Assignment)
สามารถแนะนำผู้เรียนให้จัดทำ Slide Show ที่อยู่ในรูปภาพยนตร์ หรือแม้แต่บันทึกภาพยนตร์นำเสนองาน โครงงานกลุ่ม หรือ ภาพยนตร์ที่ผู้เรียนจัดทำจากการออกทำงานนอกสถานที่นำขึ้นเว็บที่ให้บริการฝากภาพยนตร์ เช่น You Tube, Google Video หรือ Mthai เป็นต้น



รูปแบบการทำกิจกรรมกลุ่ม (Group Work Assignment)

สามารถนำ Wiki มาเป็นเครื่องมือให้ผู้เรียนได้ช่วยเหลือ ร่วมมือในการจัดทำเอกสารจากการศึกษาเอกสารหลักและเอกสารเสริมขึ้นสู่ระบบ Wiki โดยผู้สอนอาจช่วยแนะนำผ่าน Blog














กิจกรรมการอภิปรายกลุ่มแบบไม่ประสานเวลา (Asynchronous Discussion)
ยังคงสามารถใช้ Webboad มาใช้โดยเลือกใช้ระบบที่มีการ Login ซึ่งจะช่วยให้ผู้สอนติดต่อความก้าวหน้าของงานกลุ่มได้ โดยสนับสนุนด้านข้อมูลเพิ่มเติมหรือแนะนำในข้อผิดพลาดที่อาจส่งผลกระทบต่องานแก่ผู้เรียนเป็นระยะ













กิจกรรมการอภิปรายกลุ่มแบบประสานเวลา (Synchronous Discussion)

การประสานเวลาแบบอักษร (การพิมพ์ หรือ Text Chat) สามารถนำ CBOX มาใช้ใน Blog และกำหนด
เวลานัดหมายกับผู้เรียน ซึ่งอาจทำโดยวัตถุประสงค์ที่จะเร้าความสนใจในการทำงานเป็นทีมเพื่อการวัดผลซึ่งข้อความในCBOX สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ในภายหลัง





การประสานเวลาแบบเสียง (การใช้ไมค์ หรือ Audio Chat) สามารถใช้บริการเว็บ Yackpack ซึ่งเป็นระบบ
Audio Conference ที่สามารถรองรับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพค่อนข้างสูง สะดวกแก่การใช้งานเพราะผู้สอนทำการลงทะเบียนและสร้างห้องเพื่อการสนทนาและผู้เรียนทำหน้าที่เพียง Login เข้าระบบเท่านั้นและเช่นเดียวกัน ระบบสามารถทำการบันทึกเสียงการสนทนาเพื่อนำกลับมาฟังในภายหลังได้



การนำเสนอแบบประสานเวลา (Web Conferencing Presentation)
สามารถใช้บริการของ DimDim ที่สนับสนุนการประชุมออนไลน์มีระบบ Screen Cast ที่สามารถนำเสนอ
หน้าจอของผู้นำเสนอไปยังหน้าจอของการประชุม ซึ่งสนับสนุนการเปิดไฟล์ต่าง ๆ ของผู้ำนำเสนอ การใช้เครื่องมือกระดานขาว (whiteboard) การเปิดเว็บไซท์ต่าง ๆ ได้ สนับสนุนการเชื่อมต่อกับกล้อง Web Cam และยังคงรองรับการบรรยายเสียงของผู้นำเสนอในระบบ Real Time ได้เป็นอย่างดี โดยผู้เข้าไม่ประชุมไม่จำเป็นต้องDownload ไฟล์ใด ๆ ลงสู่เครื่องเลย โดยบริการฟรีนี้สนับสนุนผู้เข้าประชุมได้ถึง 20 คน (หากต้องการมากกว่านั้นต้องเสียเงินครับ ซึ่งเราอาจแก้ปัญหาโดยการจัดแบ่งกลุ่มเพื่อนำเสนอครั้งละ 20 คน)

และทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นแนวทางในการนำ นวัตกรรม Web 2.0 มาใช้พัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้เหมาะสมได้ อย่างไรก็ตาม ผู้สอนต้องมีความพร้อมในการที่จะอำนวยความสะดวกเพื่อลดอุปสรรคที่อาจจะเกิดต่อผู้เรียนได้อย่างทันเวลาและมีประสิทธิภาพเสมอครับ

Welcome all EduBlogger Educators

Welcome all the EduBlogger Educators. Sorry for all of my articles here are in Thai since I've just been introduced to EduBlogger by my teacher. Thus, all my articles in English will be available around these coming two days.

Thank you so much for kindly visiting and hope to have you here again.

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2552

วิสัยทัศน์ของนักเรียนระดับ K12 วันนี้



วิสัยทัศน์ของนักเรียนระดับ K12 วันนี้


ผู้ เรียนจะใช้การประสานเทคโนโลยีเข้ากับความร่วมมือ สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ที่เน้นพื้นฐานของการสอบถามและครูผู้สิ่งเต็มใจและสามารถที่จะ ใช้พลังของเทคโนโลยีในการช่วยเหลือพวกเขาในการถ่ายทอดความรู้และทักษะไปยัง ผู้เรียน เพื่อแก้ปัญหาและให้ข้อมูลใหม่ ๆ

ผู้เรียนระบุว่า เขาเป็นผู้เรียนในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งเล่นเกม 3.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ใช้เวลาในการดูโทรทัศน์ 16.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ใช้คอมพิวเตอร์ 5.5 ชั่วโมง ใช้เวลาอ่านหนังสือสองชั่วโมง ฟังแฮรี่ พอตเตอร์ผ่าน iPod 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

พวก เขาคาดหวังที่จะสามารถสร้างสรรค์ได้ บริโภคได้ ผสมผสานได้ และแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกัน ซึ่งผู้ปกครองของพวกเขาใช้อีเมล์ พวกเขาบางคนใช้เอกสาร บางคนใช้ข้อความ SMS บางคนใช้ Blog พวกเขาบอกว่า ร้อยละ 76 ของครูของพวกเขาไม่เคยใช้ Wikis, Blogs และ podcast

บางคนบอกว่าอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ที่ครูของพวกเขาร้อยละ 14 ให้พวกเขาได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ด้วยเทคโนโลยี แต่ร้อยละ 63 ไม่เคยเลย

อาจารย์ที่สอนการอ่านร้อยละ 61 ไม่เคยใช้ซอฟท์แวร์สำหรับการเล่าเรื่องราวแบบดิจิตอล
พวกเขาบอกว่า ถ้าพวกเขาเรียนรู้โดยการได้ลงมือทำ พวกเขาจะได้อะไรจากการนั่งที่นี่
พวกเขาถามว่า พวกคุณเรียนรู้กันอย่างไร และถามว่า การศึกษาแบบไหนที่พวกเราต้องการให้เขาได้รับไป ถ้าเขาเป็นลูกชาย ลูกสาวของเรา

พวกเขาบอกว่า ภายในปี 2016 ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษมากที่สุดคือประเทศจีน มีนักเรียนที่มีเกียรติ (น่าจะหมายถึงมีคุณภาพ) จำนวนมากในประเทศจีนมากกว่าที่มีอยู่ในอเมริกาเหนือ ซึ่งเพียงแค่ครึ่งเดียวที่จบจากโรงเรียนมัธยมปลาย
พวกเขาถามว่า พวกเขาจะจบหรือเปล่า เขาจะมีอาชีพถึง 14 อาชีพก่อนที่จะอายุ 38 ปีหรือเปล่า ซึ่งอาชีพเหล่านั้นล้วนแต่ไม่มีอีกต่อไปแล้วในปัจจุบัน

พวก เขาถามว่าการคัดคำศัพท์จะช่วยอะไรเขาได้ และเขาถามว่า กล้องดิจิตอลจะช่วยอะไรเขาได้ หรือแม้แต่ iPod คอมพิวเตอร์ จะช่วยอะไรเขาได้บ้าง
เขาอยากให้สอนให้เขาคิด ให้สร้างสรรค์ ให้วิเคราะห์ ให้ประเมินค่า ประยุกต์ใช้

สอนให้เขาคิด อนุญาตให้เขาใช้ WWW ซึ่งเขาสื่อถึง
Whatever อะไรก็ได้ Whenever เมื่อไหร่ก็ได้ Wherever ที่ไหนก็ได้

ขอให้เขาได้เล่าเรื่องราวอย่างทันสมัยใช้เทคโนโลยี
ผสมผสานพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นผู้เรียนแบบดิจิตอล

เขียนโดย B. Nesbitt

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552

ปัญหาที่พบในประสบการณ์การสอนด้วยเทคโนโลยี

1. การประสบความสำเร็จในการสอน ไม่ได้เป็นผลลัพธ์จากอิทธิพลของปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดเพียงแต่อย่างเดียวแต่ เป็นปัจจัยสามกลุ่มอันจำแนกออกได้เป็น


ปัจจัยที่ 1 สื่อการสอนที่ใช้เทคโนโลยี
tools
ควรได้รับการออกแบบที่สอดคล้องกับบุคลิกการเรียนรู้ของผู้เรียน หรือ ลักษณะของผู้เรียน(Learners’ Characteristic) และ รูปแบบการเรียนรู้ (Learners’ Learning Style) ในวงกว้างคือ ปรับใช้ได้ทั้งแบบการเรียนรู้แบบ Active และ Passive (Flexibility) รวมไปถึงการเปิดกว้างสำหรับผู้เรียนที่มีพื้นฐานของผู้เรียน (Learners’ Prior Background Knowledge)แตกต่างกันไป
นอกจากนี้ ควรตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้ทั้งในแง่ของ
- คุณภาพทางด้านเนื้อหา ที่มีความถูกต้อง ชัดเจน สามารถถ่ายทอดความรู้สู่ผู้เรียนได้จริง(Accuracy & Knowledge Transferability)
- มีรูปแบบที่สนับสนุนรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่าง (Different Learning Style Supports)เช่น แบบอ่าน (text) แบบฟัง (audio) แบบชมภาพยนตร์ (video demonstration) และการเรียนรู้แบบช่วยเหลือร่วมมือ (Cooperation & Collaboration = webboard) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่เรียกว่า Rich Interaction
- ความสะดวก ง่ายในการศึกษาใช้งาน (User-friendly) รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงสื่อที่มีเสถียรภาพ (Accessible & Stability)เข้าได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere & Anytime)
- เนื้อหาแบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) มีความดึงดูด (Attractive) น่าสนใจ (Interesting) และรูปแบบการนำเสนอที่มีชีวิตชีวา (Lively Rich Text) ซึ่งรวมไปถึงภาพและเสียง
- แบบฝึกทดสอบที่มีการแสดงผลตอบรับที่รวดเร็ว (Interactive : Rapid Response – Feedback) มีแรงผลักที่เร้าให้สนใจ (Motivate) และผูกมัด (Engaging) ให้ผู้เรียนจดจ่อมุ่งมั่นต่อการเรียนเพื่อให้ประสบความสำเร็จ
- มีเครื่องมือเสริมที่สนับสนุนการเรียนรู้ (Tools) เช่น เครื่องมือสื่อสาร เครื่องมือช่วยบันทึก และเครื่องมือสนับสนุนการร่วมมือเพื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ (Collaboration Tools)
- มีประสิทธิภาพในการวัดผลประเมินผล (Assessment and Evaluation Quality)ซึ่ง ควรมีความสอดคล้องกับรูปแบบการวัดผลที่ระบุในวัตถุประสงค์การสอน (Objectives) เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ผู้สอนในการดำเนินการวัดผล ซึ่งส่งผลให้เกิดความรวดเร็ว (Rapid) แม่นยำ (Accuracy) และเชื่อถือ (Reliability) ได้ของเครื่องมือ ซึ่งในส่วนนี้สำหรับผู้สอน

ปัจจัยที่ 2 ผู้สอน

t
ผู้สอนต้องมีแนวคิดที่จะสร้างบรรยากาศแวดล้อมที่สนับสนุนการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Center Learning Environment)มากขึ้นโดยเน้นการยึดถือบทบาทของผู้ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก (Facilitator)ซึ่งควรมีแนวคิดที่ตระหนักถึง ลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนยุคใหม่ (Net Generation)ซึ่งเน้นกิจกรรมการเรียนรู้ไปที่การได้สร้าง (create) วิเคราะห์ (analyze) ประเมิน (evaluate) ร่วมมือ (collaborate)
นอกจากแนวคิดที่สอดรับการความต้องการของผู้เรียนแล้ว ผู้สอนเองก็ควรมีความรู้ความสามารถที่จะใช้เทคโนโลยีในการสอนอย่างมี ประสิทธิภาพและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพมาก ขึ้น

ปัจจัยที่ 3 ผู้เรียน
Kids

ปัจจัยมากมายในด้านของผู้เรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามแต่ควรให้ความสำคัญเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการสอนสูงสุด เช่น
- ลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียน (Learning Characteristic) และรูปแบบการเรียนรู้ (Learning Style)
- พื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียน (Prior Background Knowledge)
- ความต้องการที่จะใช้สื่อและกิจกรรมที่เน้นเทคโนโลยีทันสมัย ในกระบวนการเรียนเพื่อพื้นฐานในการดำรงชีพในอนาคต (Requirement for New Technology equipped teaching material)
- รักการเรียนรู้แบบศึกษาภิรมย์ (Edutainment)
- ต้องการอิสระในการเรียนรู้ (Whatever, whenever & wherever)

2. ผลจากการจำแนกในข้อ 1 บทบาทสำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนาและปรับปรุงอยู่เสมอ คือ ผู้สอน ซึ่งต้องเน้นไปที่ความ พร้อมที่จะรับมือทั้งในด้านของเครื่องมือสื่อการสอน และผู้เรียน โดยเน้นการแสดงบทบาทผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ผลักดันให้เกิดกิจกรรมที่สร้างความช่วยเหลือ ร่วมมือในการรับความรู้และ ดำเนินการวัดผลที่มีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากการติดตามเอาใจใส่ในส่วนของสื่อการสอน และผู้เรียนแล้ว ผู้สอนจำต้องมีความรู้ที่ทันสมัยเกี่ยวกับวิธีการสอนใหม่ ๆ ที่บูรณาการเทคโนโลยี (Technology Integrated Teaching Methodologies) เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการสอนเสมอเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนการสอนสูงสุด และท้ายสุดคือ ผู้สอน ต้องทันเทคโนโลยีที่มีก้าวพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วเสมอ

จาก สองหัวข้อหลัก เมื่อพิจารณาจากปัญหาที่พบในประสบการณ์การสอนด้วยเทคโนโลยี ปัญหาของผมคือ สื่อที่ยังคงต้องการการปรับปรุงพัฒนาเสมอ ซึ่งผมยังคงติดตามและศึกษาโปรแกรมผลิตสื่อประสมใหม่ ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสื่อการสอนที่มีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพ มาก ๆ ขึ้นครับ

Website ​ที่พัฒนา​จาก​ CMS ​และ​ LMS ​เปรียบเทียบ​ ​อภิปราย​ ​วิ​เคราะห์

ขอวิเคราะห์ LMS และ CMS แต่ละตัวดังนี้ก่อนนะครับ

Course Management System หรือบางครั้งผมเรียกว่า Content Management System
ระบบการจัดการเนื้อหาหรือหลักสูตรต่างๆจะมีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่สนับสนุนการสร้างcomponentหรือองค์ประกอบที่จำเป็นพื้นฐานต่างๆที่เว็บไซท์แห่งหนึ่งควรจะมีโดยหากแบ่งตามหน้าที่การใช้งาน CMS จะมีอุปกรณ์ในการสร้างงานออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผลิตเนื้อหา กลุ่มทำการเชื่อมโยงและ กลุ่มสนับสนุนการปฏิสัมพันธ์โดยเน้นความสะดวกในผลิตนำเข้าผสมสื่อต่างๆรวมไปถึงความสะดวกในการเชื่อมโยงเนื้อหาจากส่วนหนึ่งไปยังอีกส่วนหนึ่งและคงไว้ซึ่งความสามารถในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้และผู้ดูแลเว็บ


























Learning Management System ระบบการจัดการการเรียนรู้ หรือ Virtual Learning Environment (VLE)
อย่างที่ผมเคยกล่าวไปแล้วนะครับสิ่งที่ต่างคือ จุดมุ่งหมายของการใช้งานที่ให้ LMS มีรูปแบบการใช้งานที่สนับสนุนการทำกิจกรรมเพื่อการเรียนการสอนซึ่งจะยังมีอุปกรณ์ที่สนับสนุนการพัฒนาเว็บโดยแบ่งออกเป็นสามกลุ่มเช่นเดิมคือกลุ่มผลิตเนื้อหากลุ่มทำการเชื่อมโยงและกลุ่มสนับสนุนการปฏิสัมพันธ์โดยจะเพิ่มส่วนของการวัดผลประเมินผลมาช่วยเพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งถ้าวิเคราะห์ในแง่ของLMSสิ่งที่ถูกมองเป็นสิ่งที่สำคัญคือความสามารถที่สนับสนุนการนำเสนอเนื้อหาแบบฝึกแบบทดสอบรวมไปถึงการวัดผลประเมินผลซึ่งจะต้องสนับสนุนยุทธศาสตร์การสอนในรูปแบบต่างๆสามารถติดตามประวัติการใช้งานของผู้เรียนได้และสนับสนุนการกระตุ้นติดตามจากผู้เรียนได้ซึ่งทั้งหมดนั้นมุ่งเน้นไปที่ความสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษานั่นเอง







ด้วยที่ความไม่เห็นความแตกต่างในเรื่องของระบบจึงขอจำแนกข้อดีและข้อจำกัดของCMSและLMSด้วยกันดังนี้ครับ

ข้อดี

- ผู้ใช้งานในแง่ของผู้ดูแลไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการพัฒนาเว็บไซท์มากเพียงใช้ทักษะพื้นฐานในการใช้งานเว็บไซท์ก็สามารถบริหารได้เพียงจัดการข้อมูลนำขึ้นนำเสนอติดตามผลและประสานปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม
- สนับสนุนการนำเสนอข้อมูลที่หลากหลายในเรื่องของรูปแบบสกุลทั้งแบบแสดงผลเลยหรืออนุญาตให้บันทึกลงเครื่อง
- ช่วยลดขั้นตอนในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อนำเข้าสมาชิกการเก็บข้อมูลผู้ใช้ในด้านต่างๆรวมไปถึงแสดงสถิติการใช้งาน
- มีเครื่องมือที่สนับสนุนการทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการสื่อสารนำเสนอข้อมูลในแบบต่างๆที่ผู้ดูแลเป็นเพียงผู้เลือกหยิบมาใช้เท่านั้น
- ช่วยลดขั้นตอนที่ต้องทำด้วยตนเองต่างๆในการบริหารสมาชิกเช่นการแจ้งเตือนการประกาศที่ส่งข้อความผ่านต่อไปยังไปรษณีย์อิเล็กทรอนิคส์
- การปรับเปลี่ยนแก้ไขพัฒนาหรือสร้างเอกสารขึ้นใหม่สามารถทำได้ที่ระบบเลยไม่ต้องพัฒนาจากระบบOfflineแล้วขึ้นผ่านFTPในภายหลังแต่ก็ยังสนับสนุนการนำแฟ้มชนิดอื่นเข้าไปแสดงผลในตัวระบบหลักด้วย
- ในด้านการสอนมีเครื่องมือที่สนับสนุนการเรียนการสอนที่หลายหลากเพิ่มเสริมสร้างความเข้าใจในเนื้อหาของผู้เรียนต่อเนื้อหาได้มากขึ้น
- ระบบมีความสามารถในการสนับสนุนการโอนถ่ายข้อมูลสำรองข้อมูลที่สะดวกต่อผู้ใช้งานและนำไปต่อยอดหรือใช้ต่อในระบบที่มีความสอดคล้องกันได้
- LMSส่วนใหญ่มีcommunityของกลุ่มผู้ใช้ที่จะช่วยแนะนำแก้ไขปัญหาจากการใช้งานรวมไปถึงการแจกจ่ายสื่อการสอนที่หลากหลายและสามารถนำไปเข้าสู่ระบบได้
- LMSส่วนใหญ่จะมีการพัฒนาเพื่อปรับแก้ข้อบกพร่องข้อจำกัดต่างๆเสมอทำให้ปัญหาในการใช้งานในรุ่นเก่าๆได้รับการแก้ไขเสมอ

ข้อจำกัด
- เนื่องการแสดงผลในแต่ละหน้าจอเกิดจากการสั่งงานของสคริปในระบบทำให้มีรูปแบบโครงสร้างการแสดงผลที่เหมือนกันผู้ใช้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงให้เป็นไปได้ตามความต่างการหรือหลากหลายได้นอกจากการเข้าไปพัฒนาปรับรหัสซึ่งเป็นสิ่งที่ซับซ้อนยุ่งยาก
- มีการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลซึ่งถ้าฐานข้อมูลมีความบกพร่องในส่วนหนึ่งส่วนใดอาจทำให้ระบบล่มและไม่สามารถแสดงผลได้ต่างจากเอกสารhtmlที่จะมีความเอกเทศในการแสดงผลต่อหน้า
- การอนุญาตในการแทรกคำสั่งhtmlมีข้อจำกัดบางคำสั่งไม่แสดงผลเนื่องจากต้องทำการแสดงผลภายใต้โครงสร้างหลักของระบบ
- ความสามารถในการสร้างสื่อที่สวยงามหลากหลายยังต้องอาศัยผลิตภัณฑ์จากซอฟท์แวร์อื่นมาพัฒนาและอาจต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางลำพังผู้มีทักษะในการใช้งานอินเตอร์เน็ตไม่เพียงพอ
- ระบบCMSบางตัว(เช่นMoodle)ใช้ฐานข้อมูลในการเก็บข้อมูลเกือบทุกรูปแบบทำให้ฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่การสำรองไฟล์จะทำให้มีขนาดใหญ่ไปด้วยและอาจส่งผลกระทบกับกระบวนการสำรองที่จะล้มเหลวได้ด้วย
- แม้LMSส่วนใหญ่จะมีการพัฒนาเพื่อปรับแก้ข้อบกพร่องข้อจำกัดต่างๆเสมอทำให้ปัญหาในการใช้งานในรุ่นเก่าๆได้รับการแก้ไขเสมอแต่ระบบCMSบางตัวเช่น(เช่นMoodle)มีการพัฒนาต่อเนื่องแต่พบว่าหลายครั้งแต่เวอร์ชั่นใหม่ไม่สนับสนุนการนำข้อมูลที่สำรองจากเวอร์ชั่นเก่ากว่ามาติดตั้งส่งผลให้ต้องพัฒนาเนื้อหาใหม่ในระบบCMSตัวใหม่แทน

วิเคราะห์เปรียบเทียบเว็บไซท์ที่สร้างโดย CMS และLMS ต่างๆกัน เชิงอภิปราย

JOOMLA!
คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าJoomlaเป็นเครื่องมือพัฒนาเว็บไซท์ที่ต้องนำเสนอข้อมูลจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพและง่ายต่อผู้ดูแลในการเข้าไปจัดการปรับแต่งแก้ไขเพราะมีรูปแบบที่อนุญาตการปรับแก้ไขโดยมีเครื่องมือให้ใช้งานเลือกใช้อย่างหลากหลายและตอบสนองความต้องการของผู้พัฒนาได้เป็นอย่างดีจากการศึกษาดูรูปแบบของเว็บไซท์ต่างๆที่ผลิตด้วยJoomla!ก็จะเห็นรูปแบบที่หลากหลายน่าสนใจและรูปแบบการนำเสนอข้อมูลที่หลากหลายแต่ก็จะสังเกตเห็นInterfaceที่เป็นComponentมาตรฐานที่จำเป็นต้องมีปรากฏให้เห็นทุกเว็บซึ่งเป็นเครื่องมือมาตรฐานของJoomla!ที่ได้จัดเตรียมไว้ให้เพื่อความสะดวกในการจัดสร้างข้อมูลหมวดต่างๆรวมไปถึงThemeหรือรูปแบบต่างๆที่จัดเตรียมไว้ให้ก็ช่วยลดขั้นตอนในการพัฒนาเนื้อหาเว็บไซท์ได้เป็นอย่างดีแต่สิ่งหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยคือJoomlaถูกโจรกรรมฐานข้อมูลบ่อยและเป็นที่พูดถึงในกลุ่มผู้พัฒนาเว็บระดับหนึ่งเลยทีเดียว


























Blackboard เป็น LMS ที่ผมมีความรู้ที่เกี่ยวข้องน้อยที่สุดเพราะเหตุผลสำคัญคือเป็น LMS ที่ถูกพัฒนาเพื่อการพาณิชย์และหน่วยงานผมไม่มีการซื้อมาใช้เพราะราคาค่อนข้างสูงแต่จากการเข้าไปชมข้อมูลต่างๆในเว็บไซท์ก็พอจะได้ข้อมูลมาบ้างน่าเสียดายที่ Blackboard ไม่มี Trial Stand Alone version ให้ผู้สนใจได้ทดลองใช้งานเพื่อประกอบการตัดสินใจในการซื้อแต่เข้าใจว่าทางบริษัทคงจะเน้นการขายไปในรูปแบบของการติดต่อกับหน่วยงานโดยตรงมากกว่าและใช้เว็บเพื่อการสนับสนุนข้อมูลต่างๆเท่านั้น

ถ้ามองในตัว LMS ของ Blackboard ที่ผมอ่านจากคู่มือผู้ใช้งานที่สุ่มเลือกมาก็จะพบว่าหลักการทำงานของ LMS ไม่ต่างจาก Open Source LMS ที่ใช้ ๆ กันซึ่งจะสนับสนุนการสร้างสื่อแบบฝึกและแบบทดสอบเพื่อวัดผลประเมินผลเช่นกัน แต่จะต่างกันตรงที่เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆจะออกมาในรูปแบบของ Plugin ที่ต้องซื้อเพิ่มเพื่อติดตั้งเข้าไปประกอบการสอนในกรณีที่อยากได้สื่อที่มีลักษณะต่างๆ และแม้แต่การช่วยเหลือในแง่ของการแนะนำวิธีใช้ก็เป็นการจ่ายเพื่อรับการฝึกอบรมด้วยทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนตัวผมอ่านดูแล้วถอนหายใจครับ เพราะถ้าอยากใช้งานได้สมบูรณ์มีทุกแบบตามโฆษณาผมคงต้องจ่ายไปไม่น้อยเลยอย่างไรก็ตามครับ ตัวระบบ LMS Blackboard น่าจะมีเสถียรภาพที่สูงเพราะอยู่ในวงการการศึกษามานานแล้วและยังไม่พบรายงานข้อเสียข้อจำกัดที่ร้ายแรงอะไรครับผม

Ucompass
LMS ตัวนี้ผมมีโอกาสเข้าไปดูบ้างและพบว่ามีรูปแบบการนำเสนอที่ไม่แตกต่างจากมาตรฐาน LMS ที่มีอยู่ทั่วไปสนับสนุนทั้งในการเรียนการสอนการทำกิจกรรมต่างๆและเครื่องมือสนับสนุนปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนจากการที่เข้าไปชมที่เว็บของ ucompass ที่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์พบว่าใช้หน้าเว็บเพจธรรมดากับ Flash engine เพื่อนำเสนอข้อมูลภาพตัวอย่างของ Ucommpas LMS แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการวางเมนูไว้ทางซ้ายและพื้นที่สำหรับปฏิบัติการทางขวาระบบอนุญาตให้ผู้สอนสามารถปรับแต่งรูปแบบการสร้างเนื้อหาได้ แต่จากการได้ชมก็พบว่าจะมีการเปลี่ยนไปในรูปแบบของอักษรปุ่มภาพประกอบ แต่ตำแหน่งของชุดคำสั่งต่าง ๆ ก็จะยังเรียงด้านซ้ายคงเดิมสอดคล้องกับที่เคยอ้างไว้ก่อนหน้าว่าเป็นหน้าเพจที่สร้างจากตัวระบบจึงต้องคงรูปแบบไว้

เมื่อเข้าไปดูส่วนของ Educator พบว่ามีการเชิญให้ทดลองใช้โดยฝากเมล์ไว้ในระบบปรากฏว่าไม่ทำงาน(พยายามหาสาเหตุว่ามาจากเครื่องตนเองหรือเปล่า) จึงไม่สามารถเข้าไปทดลองใช้จริงๆได้ แต่ส่วนตัวดูจากตัวอย่างงานพบว่ามีขนาดการแสดงผลค่อนข้างเล็ก และมีข้อจำกัดในเรื่องของการกำหนดรูปแบบเช่นเดียวกับ LMS ตัวอื่นๆ


WebCTLMS
ผมได้ยิน WebCT มานานแล้วเกี่ยวกับการเป็น LMS ที่เป็นที่นิยมใช้มากตัวหนึ่งแต่ด้วยความที่ได้ทดลองMoodleเป็นตัวแรกจึงไม่ได้ไปทดลอง WebCT อีกเมื่ออาจารย์สั่งงานเลยเห็นว่าน่าจะเป็นโอกาสที่จะได้เข้าไปลองชมแต่เมื่อลองป้อนwww.webct.com ปรากฏว่าผมถูกพากลับไปยัง Blackboardนั่นน่าจะหมายความว่า WebCT ถูกควบรวมกิจการไปแล้วและรูปแบบการนำเสนอไปอยู่ในรูปแบบของ Blackboard หมดแล้วแม้จะตามไปขอดูเอกสารงานเก่าๆของ WebCT เช่นที่มหาวิทยาลัย McMaster ก็ยังถูกจำกัดการใช้งานจากระบบของ Blackboard ต่อจึงไม่ขอแสดงความเห็นส่วนนี้เพิ่มเติมนะครับ



Moodle.com LMS
ผู้พัฒนา Moodle เรียกตัวเองว่าเป็นCourse Management System(CMS)หรือ Virtual Learning Environment (VLE) แต่ปกติผมจะเข้าไปติดตามการอัพเกรดระบบที่ Moodle.org มากกว่าโดยที่Moodle.com นี้แสดงข้อมูลแบบหน้าเพจที่ให้ข้อมูลธรรมดาซึ่งเน้นไปที่การสนับสนุนการใช้งานแบบมีทีมงานบริการในเชิงพานิชย์มากกว่า แต่ถ้าถามถึงให้เปรียบเทียบ LMS ตัวนี้ผมก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปศึกษาเพิ่มเติมเพราะใช้อยู่ตลอด
ความแตกต่างเดียวที่ Moodle มีเมื่อเปรียบเทียบกับ LMS เชิงพานิชย์อื่นๆก็คือใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆถ้ามีจิตศัทธาจะบริจาคสนับสนุนการพัฒนาก็สามารถทำได้ผ่าน Paypal โดยชุมชน หรือ Community หลักของผู้ใช้ Moodle จะอยู่ที่ Moodle.org ซึ่งจะเป็นศูนย์หลักในการพัฒนา Moodle และ Module ใหม่ๆมาให้ผู้ใช้นำไปปรับใช้กับระบบของตนเองโดยที่นี่ยังมีพื้นที่ที่เจาะจงลงไปตามกลุ่มผู้ใช้งานในประเทศต่างๆซึ่งมีประเทศไทยด้วยภายใต้การดูแลพัฒนาให้Moodleรองรับภาษาไทยโดย ดร.วิมลลักษณ์ สิงหนาท โดยศักยภาพของ Moodle ยังคงถูกพัฒนาพร้อม ๆ กับการพัฒนาและเพิ่มเติมในส่วนของเครื่องมือ (Module) ต่างๆเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนอยู่เสมอ



สรุป
จากการเข้าชมสองกลุ่มหลักของระบบการจัดการทั้ง CMS และ LMS ผมไม่คิดว่ามีความแตกต่างในเรื่องการระบบและเครื่องมือสนับสนุนการสร้างการเชื่อมโยงและการปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมแต่ถ้าดูในแง่ของเพื่อการเรียนการสอนเครื่องมือที่สนับสนุนในเรื่องของการสร้างแบบฝึกแบบทดสอบแบบประเมินผลจะมุ่งเน้นการพัฒนาสื่อการสอนที่หลากหลายและมุ่งสนับสนุนกิจกรรมที่แตกต่างเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมสำหรับการสอนจริงๆ

























ไม่มีความแตกต่างระหว่าง CMS/LMS/VLE ที่เป็นเชิงพาณิชย์กับที่พัฒนาออกมาให้ใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในด้านของความมุ่งหมายที่จะพัฒนาเครื่องมือที่สนับสนุนการสอนที่ง่ายต่อครูในการเตรียมการสอนการดำเนินกระบวนการสอนการประเมินผลและง่ายต่อผู้เรียนในการเข้าเรียนส่งงานและติดตามสอบถามกับผู้สอนแต่ความต่างที่ปรากฏ คือ ค่าใช้จ่ายและการสนับสนุนต่อเนื่องซึ่งกลุ่มพาณิชย์จะต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้สูงขึ้นตามความต้องการของผู้สอนและผู้เรียนแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบที่มีการพัฒนาเพื่อการพาณิชย์จะมีศักยภาพที่รองรับและนำเสนอได้อย่างมีเสถียรภาพกว่าระบบที่แจกจ่ายเพราะทีมผู้พัฒนาเชิงพาณิชย์จะมีทีมสนับสนุนทางด้านเทคนิคที่จะตรวจสอบระบบซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนนำออกจำหน่ายและทีมพัฒนาเชิงพาณิชย์จะมีทีมสนับสนุนทางด้านเทคนิคแและ ี่พร้อมลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆในขณะที่กลุ่มผู้ใช้ระบบที่พัฒนาและแจกจ่ายต้องอยู่รวมกันเป็นชุมชนเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้สามารถดำเนินการสอนโดยใช้CMS/LMS/VLEมาประกอบการสอนให้มีประสิทธิภาพได้นั่นเองครับ
นี่เป็นแนวคิดของผมจากการศึกษาครั้งนี้นะครับ